ประวัติ ฟุตบอลโลก ครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน

ฟุตบอลโลก mm88 m88 w88

ฟุตบอลโลก การแข่งขันกีฬา ที่มีคนสนใจ มากที่สุดในโลก กับประวัติฟุตบอลโลก ตั้งแต่ครั้งแรก จนถึงปัจจุบัน

ถ้าให้นึกถึงมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก โดยไม่นับกีฬาของมวลมนุษยชาติอย่างโอลิมปิกแล้ว เชื่อเลยว่า ร้อยทั้งร้อยก็ต้องนึกถึง "ฟุตบอลโลก" และเนื่องในปีนี้เป็นปี ค.ศ. 2018 (พ.ศ. 2561) การแข่งขันฟุตบอลโลกก็กลับมาจัดอีกครั้ง โดยในครั้งนี้จะจัดขึ้นที่ประเทศรัสเซีย ระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน - 15 กรกฎาคม 2561 ดังนั้น เราจะมาย้อนดูเกร็ดประวัติของฟุตบอลโลก รวมถึงสถิติต่าง ๆ เพื่อปูพื้นก่อนการแข่งขันรอบสุดท้ายกลางปีนี้กัน

จุดเริ่มต้นของฟุตบอลโลก

จุดเริ่มต้นของการจัดฟุตบอลโลก เกิดขึ้นมาจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ "ฟีฟ่า" ต้องการจัดการแข่งขันฟุตบอลรายการระดับโลกที่นอกเหนือจากโอลิมปิก เนื่องจากมองว่า การแข่งขันฟุตบอลโอลิมปิกนั้น เป็นการแข่งขันสำหรับมือสมัครเล่น ซึ่งแนวคิดนี้เริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1914 แต่กว่าจะได้เริ่มจัดการแข่งขันจริง ๆ ก็ต้องรอยุคจูลส์ ริเม่ต์ เป็นประธานฟีฟ่า โดยเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1930 ที่ประเทศอุรุกวัย

ประวัติฟุตบอลโลกทั้งหมด 21 ครั้งที่ผ่านมา (ปี : เจ้าภาพ)

ค.ศ. 1930 : อุรุกวัย

ฟุตบอลโลกครั้งแรก มีทั้งหมด 13 ทีมด้วยกัน แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม นำอันดับ 1 ของแต่ละกลุ่มเข้ารอบรองชนะเลิศ ก่อนที่คู่ชิงชนะเลิศ จะเป็นการพบกันระหว่าง อุรุกวัย เจ้าภาพ กับอาร์เจนติน่า ซึ่งอุรุกวัยก็สามารถเอาชนะไปได้ 4-2 คว้าแชมป์โลกมาครองได้เป็นสมัยแรก

ค.ศ. 1934 : อิตาลี

ฟุตบอลโลกครั้งนี้ อุรุกวัย แชมป์เก่าไม่ได้เข้าร่วมเพื่อป้องกันแชมป์ โดยการแข่งขันครั้งนี้มีทีมเข้าร่วมทั้งหมด 16 ทีม จัดการแข่งขันในรูปแบบแพ้คัดออก ซึ่งก็เป็นอิตาลี เจ้าภาพ เข้าชิงกับ เชโกสโลวาเกีย ก่อนที่จะชนะไปได้ 2-1 คว้าแชมป์โลกสมัยแรกไปครอง

ค.ศ. 1938 : ฝรั่งเศส

ฟุตบอลโลกครั้งที่ 3 ยังคงจัดบนผืนแผ่นดินยุโรป โดยที่รูปแบบจัดการแข่งขันก็ยังคงเป็นรูปแบบเดิม มี 16 ทีมเข้าร่วม เตะแบบแพ้คัดออก แล้วก็เป็นอิตาลี ที่สามารถป้องกันแชมป์ได้ โดยเอาชนะฮังการี 4-2

บอลโลก 1950 บราซิล
ค.ศ. 1950 : บราซิล

ฟุตบอลโลกครั้งที่ 4 ห่างจากฟุตบอลโลกครั้งก่อนถึง 12 ปี สืบเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยในครั้งนี้มีทีมเข้าร่วมทั้งหมด 15 ทีม แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม นำอันดับ 1 ของแต่ละกลุ่มเข้าสู่รอบสุดท้าย แข่งแบบพบกันหมด ซึ่งไฮไลท์สำคัญอยู่ที่นัดสุดท้าย บราซิล พบ อุรุกวัย โดยที่ตารางคะแนนตอนนั้น หากบราซิลไม่แพ้ ก็จะคว้าแชมป์โลกทันที อย่างไรก็ตาม บราซิลกลับแพ้ไป 1-2 ทำให้อุรุกวัยคว้าแชมป์โลกได้เป็นสมัยที่ 2 ท่ามกลางความโศกเศร้าของชาวบราซิลกว่า 2 แสนคนที่อยู่ในสนาม

ค.ศ. 1954 : สวิตเซอร์แลนด์

ฟุตบอลโลกครั้งที่ 5 ไฮไลท์สำคัญที่สุดก็คงหนีไม่พ้น การคว้าแชมป์โลกได้เป็นสมัยแรกของเยอรมนีตะวันตก โดยที่สามารถโค่นฮังการี ซึ่งมีดีกรีเหรียญทองโอลิมปิก 1952 ไปได้ 3-2 ทั้ง ๆ ที่เป็นฝ่ายตามหลังไปก่อน 0-2 นอกจากนี้ ผลงานที่ทั้งคู่เจอกันในรอบแรก ฮังการีเป็นฝ่ายชนะแบบถล่มทลาย 8-3 ด้วยเหตุนี้นัดชิงชนะเลิศนัดนี้จึงถูกเรียกว่า "The Miracle of Bern" (เบิร์น คือเมืองที่จัดการแข่งขันนัดนี้)

ค.ศ. 1958 : สวีเดน

ฟุตบอลโลกบนดินแดนไวกิ้ง ถือเป็นฟุตบอลโลกแจ้งเกิดของชายหนุ่มที่ชื่อ เปเล่ อย่างแท้จริง โดยบราซิล สามารถลบล้างความผิดหวังจาก ค.ศ. 1950 ได้เป็นผลสำเร็จ ด้วยการเอาชนะเจ้าภาพสวีเดน 5-2 อีกทั้งเกมนี้เปเล่ ยังจัดการซัด 2 ประตูอีกด้วย ส่วนแชมป์เก่าอย่างเยอรมนีตะวันตก คว้าได้เพียงอันดับ 4 แพ้ฝรั่งเศสในรอบชิงที่สาม 3-6

ค.ศ. 1962 : ชิลี

บราซิล นับเป็นชาติที่สองที่สามารถป้องกันแชมป์ฟุตบอลโลกได้สำเร็จ ต่อจากอิตาลีที่สามารถป้องกันแชมป์ได้ในปี 1934 และ 1938 ซึ่งในรอบชิงชนะเลิศ บราซิลสามารถเอาชนะเชโกสโลวาเกียไปได้ 3-1 ส่วนหนุ่มน้อยเปเล่นั้น ในทัวร์นาเมนต์นี้ทำได้เพียง 1 ประตู

1966-อังกฤษ
ค.ศ. 1966 : อังกฤษ

ฟุตบอลโลกหนนี้ ได้ถูกจัดขึ้นในประเทศที่เป็นต้นตำรับฟุตบอลอย่างอังกฤษ มีเหตุการณ์โดดเด่น นั่นคือ เกาหลีเหนือสามารถชนะอิตาลี 1-0 ในรอบแรก พร้อมกับทะลุเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้เป็นครั้งแรก ก่อนพ่ายโปรตุเกส 3-5 ส่วนนัดชิงชนะเลิศครั้งนี้ ก็เป็นที่กล่าวขานไปอีกนาน กับลูกยิง เซอร์ เจฟฟ์ เฮิร์ต ที่ยิงชนคาน ก่อนเด้งลงบนเส้นประตูอย่างรวดเร็ว ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ซึ่งผู้ตัดสินก็ตัดสินใจให้เป็นประตู ทำให้อังกฤษขึ้นนำเยอรมนีตะวันตก 3-2 ท่ามกลางการถกเถียงกันอย่างยาวนานว่า ลูกนี้เข้าหรือไม่เข้า อย่างไรก็ตาม เฮิร์ตได้ยิงเพิ่มอีก 1 ประตู กลายเป็นแฮตทริคที่ส่งอังกฤษทะยานเป็นแชมป์โลกครั้งแรก และครั้งเดียวจนถึงทุกวันนี้

ค.ศ. 1970 : เม็กซิโก

ฟุตบอลโลกบนดินแดนจังโก้หนแรก ฟีฟ่า ได้ยื่นเงื่อนไขว่า หากชาติใดคว้าแชมป์โลกได้เป็นสมัยที่ 3 ก่อน ก็จะได้กรรมสิทธิ์ถ้วยจูลส์ ริเม่ต์ ไปครอง และกลายเป็นบราซิล สามารถคว้าแชมป์โลกได้เป็นสมัยที่ 3 โดยโค่นอิตาลี แชมป์โลก 2 สมัยไป 4-1 ในนัดชิงชนะเลิศ ส่วนแชมป์เก่าอังกฤษ ถูกเยอรมนีตะวันตกถอนแค้นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย 3-2

ค.ศ. 1974 : เยอรมนีตะวันตก

นับเป็นฟุตบอลโลกครั้งแรกที่ใช้ถ้วยการแข่งขันถ้วยใหม่ นั่นคือ ถ้วยฟีฟ่า เวิลด์ คัพ อีกทั้งยังเป็นการแข่งขันที่มีศึกสายเลือด คือ เยอรมนีตะวันตกและเยอรมนีตะวันออก อยู่ร่วมกลุ่มกันในรอบแรก ซึ่งการพบกันของทั้งสองทีม เป็นฝั่งตะวันออกชนะตะวันตกไปได้ 1-0 แต่ถึงอย่างไรก็ควงคู่กันเข้ารอบ ส่วนรอบ 2 มีทั้งหมด 8 ทีม แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มการแข่งขัน คัดที่ 1 ของกลุ่มเข้าชิงชนะเลิศ ส่วนที่ 2 ของกลุ่มชิงที่ 3 ผลปรากฏว่า รอบชิงชนะเลิศเป็นการพบกันระหว่างเยอรมนีตะวันตกกับเนเธอร์แลนด์ แล้วก็เป็นเยอรมนีตะวันตกที่คว้าแชมป์โลกได้เป็นสมัยที่ 2 บนแผ่นดินของตัวเอง

ค.ศ. 1978 : อาร์เจนตินา

ฟุตบอลโลกครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ได้แชมป์โลกหน้าใหม่ นั่นคือ อาร์เจนตินา โดยสามารถเอาชนะเนเธอร์แลนด์ 3-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ทำให้เนเธอร์แลนด์ต้องอกหักเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน และฟุตบอลโลกครั้งนี้ จะเป็นฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายที่จะแข่งขันกัน 16 ทีม

1982-อิตาลี
ค.ศ. 1982 : อิตาลี

เป็นครั้งแรกที่ฟุตบอลโลกขยายทีมเพิ่มขึ้นเป็น 24 ทีม รอบแรกแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม คัด 2 ทีมที่ดีที่สุดแต่ละกลุ่มเข้ารอบสอง โดยรอบสองมี 12 ทีม แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ทีม คัดอันดับ 1 ของกลุ่ม จำนวน 4 ทีม เข้ารอบรองชนะเลิศ และชิงชนะเลิศต่อไป ซึ่งก็เป็นอิตาลี ที่สามารถทะลุเข้าไปชิงกับเยอรมนีตะวันตก ก่อนที่จะคว้าแชมป์โลกได้เป็นผลสำเร็จด้วยสกอร์ 3-1 เป็นแชมป์โลกสมัยที่ 3 และเป็นแชมป์โลกครั้งแรกในรอบ 44 ปี

ค.ศ. 1986 : เม็กซิโก

ฟุตบอลโลกครั้งนี้ กลับมาจัดที่เม็กซิโกอีกครั้ง เนื่องจากโคลอมเบียเจ้าภาพ ได้ถอนตัวออกไป ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้ก็ได้ถือกำเนิดเหตุการณ์ หัตถ์พระเจ้า พร้อมกับการแจ้งเกิดของดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานนักเตะอาร์เจนติน่าอีกด้วย โดยเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย เมื่ออาร์เจนติน่า พบ อังกฤษ ซึ่งมาราโดน่า ได้ใช้มือปัดบอลเข้าประตู ท่ามกลางคนดูที่เห็นกันทั่วสนาม ยกเว้นผู้ตัดสิน ทำให้อาร์เจนติน่า ขึ้นนำ 1-0 ก่อนที่มาราโดน่า จะลากลุยคนเดียวครึ่งสนาม เข้าไปยิงให้อาร์เจนติน่า นำ 2-0 ก่อนเกมจบลงด้วยชัยชนะ 2-1 ส่วนนัดชิงชนะเลิศ ก็เป็นอาร์เจนติน่า ชนะ เยอรมนีตะวันตกไปได้ 3-2 คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ในรอบ 8 ปี

ค.ศ. 1990 : อิตาลี

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับศึกอิตาเลีย 90 นั่นคือ แชมป์เก่า อาร์เจนติน่า เปิดสนามพ่ายแคเมอรูนแบบช็อกโลก 0-1 แต่ถือว่าโชคดีที่ยังสามารถคว้าตำแหน่งอันดับ 3 ที่ดีที่สุดไปได้ ก่อนที่จะทะลุเข้าชิงชนะเลิศไปได้อย่างหืดจับ ส่วนไฮไลท์สำคัญของทัวร์นาเมนท์อีกเกมหนึ่งคือ เยอรมนีตะวันตก เอาชนะการดวลจุดโทษอังกฤษในรอบรองชนะเลิศ เข้าไปชิงชนะเลิศกับอาร์เจนติน่า เป็นการรีแมตช์นัดชิงฯ ปี 1986 ก่อนที่อันเดรีย เบรเม่ห์จะยิงจุดโทษนาทีที่ 85 ให้เยอรมนีตะวันตก ล้างแค้นอาร์เจนติน่า คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3

Brazil-1994
ค.ศ. 1994 : สหรัฐอเมริกา

ฟุตบอลโลกบนแผ่นดินที่เรียกฟุตบอลว่า ซอคเกอร์ นับว่าเกิดเหตุการณ์ที่น่าสนใจมากมาย ตั้งแต่ทีมชั้นนำอย่าง อังกฤษและฝรั่งเศส ไม่สามารถผ่านรอบคัดเลือกได้, การลอบสังหารอันเดรส เอสโคบาร์ กองหลังโคลอมเบีย หลังสกัดบอลเข้าประตูตัวเอง ทำให้โคลอมเบียตกรอบแรก, ท่ากล่อมลูกหลังยิงประตูได้ของเบเบโต้ กองหน้าบราซิล จนโด่งดังไปทั่วโลก, ดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานนักเตะของอาร์เจนติน่า ถูกตรวจพบสารกระตุ้น จึงโดนไล่กลับประเทศ หรือเหตุการณ์ที่พระเอกตายตอนจบ เมื่อโรแบร์โต บัจโจ้ กองหน้าอิตาลี ยิงหลายประตูตั้งแต่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ช่วยอิตาลีให้ทะลุถึงนัดชิงชนะเลิศได้ แต่สุดท้ายตัวเองก็กลายเป็นคนที่ยิงจุดโทษพลาด ทำให้บราซิลคว้าแชมป์โลกสมัย 4

ค.ศ. 1998 : ฝรั่งเศส

ฟุตบอลโลกครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่มีทีมเข้าร่วม 32 ทีม เนื่องจากมีจำนวนชาติที่มากขึ้น จากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และการแตกประเทศของยูโกสลาเวีย โดยฟุตบอลโลกครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็นการแจ้งเกิดของโครเอเชีย ประเทศน้องใหม่อย่างแท้จริง เพราะสามารถคว้าอันดับ 3 มาครองได้ แถมยังสามารถเอาชนะยักษ์ใหญ่อย่างเยอรมนี 3-0 และเนเธอร์แลนด์ 1-0 ส่วนนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก เจ้าภาพฝรั่งเศส สามารถโค่นแชมป์เก่าบราซิล 3-0 เปิดซิงแชมป์โลกสมัยแรก ขณะที่เหตุการณ์อื่น ๆ ที่โด่งดังก็มี เดวิด เบ็คแฮม ถูกใบแดงไล่ออกในเกมที่พ่ายดวลจุดโทษอาร์เจนติน่า รอบ 16 ทีมสุดท้าย จนกลายเป็นแพะรับบาปของชาวอังกฤษอยู่นาน รวมถึงการแจ้งเกิดของไมเคิล โอเว่น อย่างเป็นทางการอีกด้วย

ค.ศ. 2002 : เกาหลีใต้และญี่ปุ่น

เป็นครั้งแรกที่มีเจ้าภาพร่วม และเป็นการจัดฟุตบอลโลกในทวีปเอเชียเป็นครั้งแรกอีกด้วย โดยการแข่งขันครั้งนี้ นับว่าเกิดเรื่องช็อกโลกหลายอย่าง อาทิ เต็ง 1 และ 2 อย่างฝรั่งเศส แชมป์เก่าและอาร์เจนติน่า ต่างตกรอบแรกด้วยกันทั้งคู่, เดวิด เบ็คแฮม ยิงจุดโทษให้อังกฤษชนะอาร์เจนติน่าในรอบแรก หรือการที่เจ้าภาพเกาหลีใต้ ทะลุเข้ารอบรองชนะเลิศ ท่ามกลางความกังขาของคนดู, เซเนกัล ได้เล่นฟุตบอลโลกหนแรกและเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย และบราซิล สามารถคว้าแชมป์ได้เป็นสมัยที่ 5 ทั้งที่ไม่ได้เป็นทีมเต็งแชมป์ สามารถเอาชนะเยอรมนีไปได้ 2-0

ค.ศ. 2006 : เยอรมนี

เป็นฟุตบอลโลกที่ไม่ค่อยมีเกมการแข่งขันที่พลิกล็อกเท่าใดนัก โดยไฮไลท์สำคัญอยู่ที่นัดชิงชนะเลิศระหว่างอิตาลีพบฝรั่งเศส เพราะเป็นการลงเล่นนัดสุดท้ายของซีเนดีน ซีดาน จอมทัพฝรั่งเศส ฮีโร่พาทีมคว้าแชมป์โลกปี 1998 และเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ฝรั่งเศสทะลุมาถึงรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งเกมนี้ซีดาน ยิงจุดโทษอย่างเหนือชั้นให้ฝรั่งเศสขึ้นนำไปก่อน 1-0 ก่อนที่อิตาลีจะมาตีเสมอได้โดยมาร์โก มาเตราซซี่ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ช็อกโลกก็เกิดขึ้น เมื่อในช่วงต่อเวลาพิเศษ ซีดานไปโขกใส่หน้าอกมาเตราซซี่ จนถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม และเกมนั้น อิตาลีก็ชนะดวลจุดโทษฝรั่งเศส 5-3 คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 ส่วนซีดานก็จบชีวิตการค้าแข้งได้ไม่สวยงามนัก

ค.ศ. 2010 : แอฟริกาใต้

ฟุตบอลโลกครั้งแรกบนแผ่นดินกาฬทวีป ซึ่งก็เกิดเหตุพลิกล็อกขึ้นเมื่อแชมป์โลกและรองแชมป์โลก อย่างอิตาลีและฝรั่งเศส ต่างตกรอบแรกด้วยกันทั้งคู่ สุดท้าย สเปนสามารถโค่นเนเธอร์แลนด์ 1-0 ในช่วงต่อเวลานัดชิงชนะเลิศ คว้าแชมป์โลกสมัยแรกไปครอง และเป็นชาติยุโรปชาติแรกที่คว้าแชมป์นอกทวีปได้


ค.ศ. 2014 : บราซิล

ถือเป็นครั้งที่ 2 ที่ บราซิล ได้โอกาสเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ซึ่งพวกเขาหมายมั่นปั้นมืออย่างมากที่จะคว้าแชมป์สมัยที่ 6 บนแผ่นดินเกิดของตัวเอง แต่ทุกอย่างก็ต้องดับสลายลงแค่รอบรองชนะเลิศ หลังขุนพล เซเลเซา พ่ายต่อ เยอรมนี แบบย่อยยับด้วยสกอร์ 1-7 ส่วนที่พลิกล็อกไม่แพ้กันคือ สเปน แชมป์ปี 2010 ตกรอบตั้งแต่รอบแรก ขณะที่บทสุดท้ายก็กลายเป็น ทัพอินทรีเหล็ก ที่คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 ไปครอง จากการเฉือนชนะ อาร์เจนติน่า ในช่วงต่อเวลาพิเศษ

ค.ศ. 2018 : รัสเซีย

นับเป็นการจัดครั้งแรกของรัสเซียและยุโรปตะวันออก และเป็นครั้งแรกที่ประเทศเจ้าภาพคาบเกี่ยวระหว่างสองทวีป คือ ยุโรปกับเอเชีย โดยการประกาศประเทศเจ้าภาพอย่างเป็นทางการมีขึ้นในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ณ นครซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมกับการประกาศประเทศเจ้าภาพ ปี 2022 คณะกรรมการจัดการแข่งขันของรัสเซียได้เตรียมการในการสร้างสนามฟุตบอลใหม่ถึง 9 แห่ง รวมกับสนามที่มีอยู่เดิม 7 แห่ง โดยมีสนามลุจนีกีเป็นสนามที่มีความจุมากที่สุด คือ 89,318 ที่นั่ง นอกจากนี้ สนามกีฬาโอลิมปิกโซชีที่สร้างเพื่อใช้ในพิธีเปิดโอลิมปิกฤดูหนาว 2014 จะเป็นหนึ่งในสนามแข่งขันในฟุตบอลโลกครั้งนี้ด้วย โดยการแย่งชิงแชมป์นั้น ฝรั่งเศส พบ โครเอเชีย และเป็น ฝรั่งเศส ที่ชนะได้ด้วยสกอร์ 4-2

2018-ฝรั่งเศส

สรุปทำเนียบแชมป์ฟุตบอลโลก

ค.ศ. 1930 : อุรุกวัย
ค.ศ. 1934 : อิตาลี
ค.ศ. 1938 : อิตาลี
ค.ศ. 1950 : อุรุกวัย
ค.ศ. 1954 : เยอรมนี
ค.ศ. 1958 : บราซิล
ค.ศ. 1962 : บราซิล
ค.ศ. 1966 : อังกฤษ
ค.ศ. 1970 : บราซิล
ค.ศ. 1974 : เยอรมนี
ค.ศ. 1978 : อาร์เจนติน่า
ค.ศ. 1982 : อิตาลี
ค.ศ. 1986 : อาร์เจนติน่า
ค.ศ. 1990 : เยอรมนี
ค.ศ. 1994 : บราซิล
ค.ศ. 1998 : ฝรั่งเศส
ค.ศ. 2002 : บราซิล
ค.ศ. 2006 : อิตาลี
ค.ศ. 2010 : สเปน
ค.ศ. 2014 : เยอรมนี
ค.ศ. 2018 : ฝรั่งเศส

จำนวนชาติที่ได้แชมป์ฟุตบอลโลก

บราซิล 5 สมัย (1958, 1962, 1970, 1994, 2002)
เยอรมนี 4 สมัย (1954, 1974, 1990, 2014)
อิตาลี 4 สมัย (1934, 1938, 1982, 2006)
ฝรั่งเศส 2 สมัย (1998, 2018)
อุรุกวัย 2 สมัย (1930, 1950)
อาร์เจนตินา 2 สมัย (1978, 1986)
อังกฤษ 1 สมัย (1966)
สเปน 1 สมัย (2010)